Showing posts with label การตั้งครรภ์. Show all posts
Showing posts with label การตั้งครรภ์. Show all posts

Wednesday, June 18, 2014

“มีลูกได้ Vs ตั้งครรภ์ได้” ฟังดูคล้าย แต่ไม่เหมือนกัน




ผู้หญิงปกติ จะมีมดลูก 1 ใบ , รังไข่ 2 ข้าง , ท่อนำไข่ 2 ข้าง

ปากมดลูก เป็นส่วนหนึ่งของมดลูกที่อยู่ภายในช่องคลอด

โพรงมดลูก เป็นช่องว่างที่อยู่ใจกลางมดลูก มีทางเชื่อมต่อกับปากมดลูก และท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง เป็นตำแหน่งที่ตัวอ่อนฝังตัวและเกิดการตั้งครรภ์ตามปกติในโพรงมดลูก

รังไข่และท่อนำไข่ บางครั้งถูกเรียกรวมว่า ปีกมดลูก



ความสำคัญของมดลูก และรังไข่ คุณรู้ดีพอหรือยัง???



ความสำคัญของมดลูก คือ


1. ทำให้ตั้งครรภ์ได้



  • แม้ว่าจะได้ผ่าตัดรังไข่ออกไปทั้ง 2ข้างแล้ว แต่ในกรณีที่ยังมีมดลูกอยู่ แม้ว่าจะไม่สามารถมีลูกได้เองตามธรรมชาติ     คุณผู้หญิงก็ยังสามารถตั้งครรภ์ได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยไข่บริจาคจากหญิงอื่น และต้องอาศัยกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วร่วมด้วย
  • ดังนั้น ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง หรือไม่ต้องการมีลูกแล้ว แม้ว่ามดลูกจะปกติแต่แพทย์อาจแนะนำให้ตัดมดลูกออกไปด้วยเลย  เพราะไม่มีความจำเป็นต้องเก็บมดลูกไว้เพื่อตั้งครรภ์แล้วครับ


2. เป็นตัวแสดงออกให้รู้ว่าคุณผู้หญิงยังไม่เข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน เพราะยังมีเลือดประจำเดือนออกมาให้เห็นอย่างสม่ำเสมอจากอิทธิพลของฮอร์โมนที่สร้างจากรังไข่



ความสำคัญของรังไข่ คือ

1. ทำให้มีลูกได้ เพราะมีหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ หรือ ฟองไข่

  • ในกรณีที่ยังมีรังไข่เหลืออยู่อย่างน้อย 1 ข้าง แม้ว่าจะได้ผ่าตัดมดลูกออกไปแล้ว คุณผู้หญิงก็ยังสามารถที่จะมีลูกได้ เพียงแต่ว่าจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เอง เพราะไม่มีมดลูกให้ตัวอ่อนฝังตัว จึงจำเป็นต้องอาศัยหญิงอื่นตั้งครรภ์แทน(อุ้มบุญ) และต้องอาศัยกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วร่วมด้วย
  • หากปริมาณเนื้อรังไข่ภายหลังการผ่าตัดเหลือน้อยลง หรือบางรายเหลือรังไข่เพียงข้างเดียว คุณผู้หญิงก็มีโอกาสที่จะมีลูกยากมากขึ้น เพราะว่าเหลือเนื้อรังไข่ที่จะผลิตฟองไข่ได้น้อยลงนั่นเอง
  • ดังนั้นหากสามารถผ่าตัดเก็บเนื้อเยื่อรังไข่ไว้ได้มากที่สุด เช่น การผ่าตัดเลาะเฉพาะซีสต์ที่รังไข่ออก ย่อมเป็นผลดีกว่าการตัดออกไปหมดทั้งรังไข่แน่นอนครับ


2. ทำให้ไม่เป็นวัยทอง เพราะมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิง


  • ในกรณีที่ยังมดลูก และยังเหลือรังไข่อยู่ภายหลังจากการผ่าตัด แม้ปริมาณรังไข่จะเหลือเพียง 10 เปอร์เซ็นต์   รังไข่ก็ยังสามารถสร้างฮอร์โมนได้เพียงพอที่จะไม่ทำให้เป็นวัยทอง และทำให้มีประจำเดือนตามปกติจนกว่ารังไข่จะหยุดทำงาน ซึ่งก็ขึ้นกับปริมาณเนื้อเยื่อรังไข่ที่เหลือ ถ้าเหลือน้อยก็มีโอกาสเข้าสู่วัยทองได้เร็วกว่าผู้หญิงที่มีรังไข่ปกติสมบูรณ์ทั้ง 2 ข้างอีกด้วย
  • ผู้หญิงไทยที่มีรังไข่ปกติทั้ง 2ข้าง ส่วนใหญ่จะเข้าสู่วัยทอง เมื่อรังไข่หยุดการทำงาน ซึ่งมีอายุราวๆ 49-51 ปี
  • ในกรณีผ่าตัดมดลูกออกไปแล้ว แต่ยังเหลือรังไข่อยู่ ร่างกายก็ไม่ได้ขาดฮอร์โมนแต่อย่างใด แม้ว่าจะไม่มีประจำเดือนแสดงออกมาให้เห็นก็ตาม


ถึงตอนนี้ถ้าคุณผู้หญิงที่มีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดมดลูกหรือรังไข่ การมีความเข้าใจถึงหน้าที่ของอวัยวะทั้ง 2 ส่วนนี้เป็นอย่างดี ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยในการพิจารณาทางเลือกการผ่าตัดรักษา รวมถึงทราบผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้อีกด้วยครับ




นพ.ปัญญา ศักดิ์สง่าวงษ์
สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

Friday, June 6, 2014

หญิงก็ได้ชายก็ดี แต่อยากมีทั้ง 2 ตัวคุณเลือกได้





เศรษฐกิจแบบนี้ การสร้างครอบครัวคงต้องคิดให้ถ้วนถี่ งบประมาณน้อย การมีลูก 1-2 คนกำลังดี แต่จะทำอย่างไรให้ได้ลูกชายลูกสาวครบองค์ประชุม หรือบางครอบครัวมีลูกมา 2-3 คนแล้ว แต่ยังเป็นลูกสาวหรือลูกชายเพศเดียว ก็มีความหวังเล็กๆ ว่าอยากจะมีลูกชายหรือลูกสาวสักคน การกำหนดเพศลูกจึงดูเป็นทางออกที่หลายคนกำลังมองหาอยู่


ฉันอยากได้ลูกชาย เธออยากได้ลูกสาว รีบตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนจะปฏิบัติการกำหนดเพศลูก! เพราะนอกเหนือจากเทคนิคทางการแพทย์แล้ว ผมมีเคล็ดลับให้คุณสามารถกำหนดเพศลูกน้อยด้วยวิธีธรรมชาติเองได้ แต่แน่นอนว่าวิธีเหล่านี้คงได้ผลไม่ดีเท่าวิธีทางการแพทย์แน่ๆ แต่ก็เป็นการเพิ่มโอกาสและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ได้ลองกัน จะเป็นวิธีอะไรบ้างนั้น อย่ารอช้า ไปดูกันเลย!

Tuesday, May 27, 2014

จดหมายตอบกลับจากคุณกะรัต “ ทำไมไม่ท้องซะที เหมือนคุณหนูเล็กคะ ??? ”



แม้ว่าผมจะเคยช่วยแนะนำคุณกะรัตนับวันตกไข่ไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ เรื่อง “จดหมายถึงคุณกะรัต คาดคะเนวันตกไข่ฉบับหมอเช้าตรู่” ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีทั้งคำแนะนำ ติชม ตลอดจนฝากคำถามกันเข้ามามากมายอย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากที่ละครได้อวสานไปได้ 2 เดือนกว่าๆ คุณกะรัตก็ยังไม่มีข่าวดีเสียที ผิดกับคุณหนูเล็ก ที่คุณเขมชาติ ไม่รู้มีเทคนิคดีๆอะไรถึงได้สำเร็จในครั้งแรกครั้งเดียว จนตอนนี้คุณหนูเล็กมีอาการแพ้ท้อง ซึ่งผมได้ให้คำแนะนำไปในบทความเรื่องล่าสุด เรื่อง “สารพัดวิธีช่วยคุณหนูเล็กรับมืออาการแพ้ท้อง” ตอนที่ 1 และ ตอนจบ


มีหลายท่านสงสัยว่าทั้งๆที่คิดว่าคาดคะเนวันตกไข่ได้แม่นยำและน่าเชื่อถือมากพอสมควรแล้ว เหตุใดถึงไม่สำเร็จเสียที ผมขออธิบายดังนี้นะครับ ว่าวิธีต่างๆที่เราพยายามคาดคะเนวันตกไข่ให้ได้แม่นยำนั้นก็เพื่อที่จะทำให้ไข่และอสุจิมีโอกาสเจอกันมากที่สุด ง่ายๆก็คือ เรานัดเดทให้ไข่กับอสุจิ ส่วนภายหลังจากนั้นเค้าจะผสมกันได้หรือไม่ หรือผสมกันได้แล้วจะฝังตัวได้หรือไม่นั้น เราไม่สามารถทราบได้ และควบคุมไม่ได้ด้วยครับ เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติไปแล้ว เราทำอะไรไม่ได้  ซึ่งโอกาสสำเร็จในแต่ละรอบประจำเดือนนั้นจะลดลงตามอายุฝ่ายหญิงที่เพิ่มขึ้นดังนี้ครับ

  • อายุ 20-25 โอกาสสำเร็จต่อรอบ ประมาณ 25%  จึงอาจต้องใช้เวลานาน 4-5 รอบจึงจะสำเร็จ
  • อายุ 25-30 โอกาสสำเร็จต่อรอบ ประมาณ 20%  จึงอาจต้องใช้เวลานาน 5-6 รอบจึงจะสำเร็จ
  • อายุ 30-35 โอกาสสำเร็จต่อรอบ ประมาณ 15%  จึงอาจต้องใช้เวลานาน  9  รอบจึงจะสำเร็จ
  • อายุ > 35  โอกาสสำเร็จต่อรอบ ประมาณ 10%  จึงอาจต้องใช้เวลานาน  1  ปีจึงจะสำเร็จ


Monday, May 19, 2014

สารพัดวิธีช่วยคุณหนูเล็กรับมืออาการแพ้ท้อง [ตอนจบ]



บทความก่อนหน้านี้ สารพัดวิธีช่วยคุณหนูเล็กรับมืออาการแพ้ท้อง ตอนที่ 1 ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการแพ้ท้องไปแล้ว บทความนี้ข้อเสนอ วิธีง่ายๆช่วยลดอาการแพ้ท้อง

วิธีง่ายๆช่วยลดอาการแพ้ท้อง

ระหว่างตั้งครรภ์  ฮอร์โมนที่สูงขึ้นมีผลทำให้ระบบทางเดินอาหาร สำไส้เคลื่อนไหวช้าลง  ดังนั้นอาหารที่ย่อยยากจะเหลือค้างในกระเพาะอาหารได้นานกว่าปกติ อาจมีอาการท้องผูกหรืออาการอืดแน่นท้องได้ง่าย  บางทีรับประทานอาหารไปได้พักเดียวก็รู้สึกคลื่นไส้และอาเจียนออกมาหมด  ผมได้รวบรวมคำแนะนำทั้งจากตำราและประสบการณ์ตรงจากคนไข้ ซึ่งเป็นวิธีการดูแลตัวเองอย่างง่ายๆเพื่อให้พ้นช่วงเวลาที่มีอาการแพ้ท้องนี้ไปให้ได้ยังไงล่ะครับ

เริ่มตั้งแต่หลังตื่นนอน ไม่ควรรีบลุกออกจากเตียง เพราะการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงท่าทางอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลทำให้วิงเวียนและอาจกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้ ควรนอนพักสัก 5-10 นาที หลังจากนั้นจึงค่อยๆลุกออกจากเตียง บางท่านแนะนำว่านอนเล่นเคี้ยวขนมปังชิ้นเล็กๆ ก่อนลุกจากที่นอนก็ช่วยลดอาการคลื่นไส้จากภาวะท้องว่างได้ดีไม่น้อยเลยนะครับ

พยายามหาอะไรทานเบาๆ ก่อนนอน เช่น ขนมปังหรือแซนด์วิช จะช่วยป้องกันอาการแพ้ท้องในเช้าวันรุ่งขึ้นได้ เนื่องจากลดโอกาสเกิดท้องว่างซึ่งมักจะกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ง่ายครับ

รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ใหญ่ เพราะย่อยยากจึงเหลือค้างอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน ทำให้อืดแน่นท้องและกระตุ้นให้คลื่นไส้ได้

ยังไม่ควรรีบบำรุงมากจนเกินไป ควรให้พ้นช่วง 3 เดือนไปก่อนครับ เพราะช่วงนี้ทารกในครรภ์ขนาดเล็กนิดเดียว ยังไม่ต้องการสารอาหารจากมารดามากเท่าใดนัก แนะนำว่ารับประทานเท่าที่รับประทานได้ ไม่ต้องฝืนบำรุงครับ

จิบน้ำหวาน น้ำอัดลมช่วยทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ครับ เพราะมีน้ำตาลกลูโคสเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานงานและสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้พลังงานได้ทันที

น้ำผลไม้ หรือ ผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยแก้เลี่ยนได้ ไม่ว่าจะเป็น บ๊วย มะยม มะนาว มะม่วง ได้หมดเลยครับ

ดื่มน้ำขิงอุ่นๆ ดมกลิ่นไอระเหยจะช่วยผ่อนคลาย และบรรเทาอาการคลื่นไส้ได้ไม่เลวเลยครับ

ไม่ควรดื่มน้ำทีละมากๆ หรือดื่มบ่อยๆระหว่างรับประทานอาหาร เพราะจะทำให้อิ่มเร็ว แน่นท้องและกระตุ้นให้อาเจียนได้ง่าย

น้ำเกลือแร่ ORS ที่เราดื่มๆกันในยามที่ท้องเสีย สามารถช่วยป้องกันภาวะเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ จากสูญเสียเกลือแร่จากการอาเจียนบ่อยๆ แนะนำว่าสามารถจิบได้ตลอดทั้งวันครับ

บ้วนปาก แล้วดื่มน้ำอุ่นๆตามหลังอาเจียน เพราะเป็นการช่วยล้างช่องปากและลำคอ ทำให้กลิ่นอาเจียนเบาบางลง ช่วยทำให้ไม่อยากอาเจียนมากขึ้นครับ

ให้รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆแต่บ่อยๆ 5-6 มื้อ/วัน ไม่ควรรับประทานอาหารเป็นมื้อใหญ่ๆ เพราะจะทำให้รู้สึกแน่นท้อง คลื่นไส้ตามมาได้

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเครื่องเทศกลิ่นฉุน หรืออาหารกลิ่นคาว เช่น แกงกะหรี่ เนื้อปลา แนะนำให้รับประทานอาหารจำพวกข้าวต้ม  ซึ่งควรเป็นข้าวต้มขาวเปล่า ๆ กับไข่เค็ม  หมูหยอง  จะดีกว่าข้าวต้มปลา  ข้าวต้มหมู  ที่มักมีกลิ่นคาวยิ่งกระตุ้นให้อยากอาเจียน

หลีกเลี่ยงการนอนภายหลังจากรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ควรเดินย่อยสักพักประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะช่วงตั้งครรภ์ หูรูดส่วนบนของกระเพาะอาหารมักคลายตัวลง  อาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ง่ายขึ้น  จึงมีโอกาสเป็นโรคกรดไหลย้อน กระตุ้นให้อาเจียนได้ง่ายขึ้นครับ

รับประทานอาหารปรุงเสร็จใหม่ๆที่ยังอุ่น ๆ จะทำให้รู้สึกว่ามีรสชาติดีกว่าอาหารที่เย็นชืดแล้ว ช่วยให้รับประทานได้มากขึ้น กว่าปกติ

อาหารแห้งๆมีโอกาสกระตุ้นให้อาเจียนได้น้อยกว่าอาหารที่เป็นน้ำ เช่น ขนมจำพวกแครกเกอร์ ขนมปังกรอบแห้งๆ

ยาบำรุงโลหิตหรือธาตุเหล็ก อาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร ทำให้อาการแพ้ท้องอาจแย่ลงได้ ดังนั้นควรรอให้พ้นช่วงแพ้ท้องไปก่อนดีกว่าครับ ส่วนยาบำรุงเลือดโฟลิค สามารถรับประทานไดเพราะไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร

รับประทานวิตามินบี 6 ขนาด 50 มิลลิกรัม วันละ 2 เม็ด มีส่วนช่วยทำให้อาการแพ้ท้องดีขึ้นครับ

หากมีอาการแพ้ท้องมาก สามารถใช้ยาแก้อาเจียนชื่อ Dramamine ร่วมด้วยได้ครับ ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด เพราะเป็นยาที่ใช้กันมานาน และยังไม่พบว่ามีผลต่อทารกในครรภ์ แนะนำว่าควรรับประทานยา 2 ชั่วโมงก่อนมีอาการแพ้ท้องเพราะจะได้ไม่อาเจียนเอายาที่รับประทานเข้าไปออกมา ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่ ซึ่งปกติแล้วคนที่มีอาการแพ้ท้องจะทราบเวลาที่ตัวเองมักมีอาการบ่อยๆอยู่แล้วครับ

พยายามผ่อนคลาย ไม่ควรวิตกกังวลหรือเครียดมากจนเกินไป เพราะความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ท้อง อาจนอนฟังเพลงเบาๆ  อ่านหนังสือ จัดดอกไม้เพลิน ๆ ก็ช่วยผ่อนคลายได้ดีไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

พยายามหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา อย่าทำตัวให้ว่าง เพื่อช่วยเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเรื่องอาเจียนบ้าง

ความรัก ความเข้าใจ และการดูแลเอาใจใส่จากสามี และสมาชิกในครอบครัว ถือเป็นกำลังใจที่ดีที่สามารถประคับประคองให้ผ่านช่วงเวลาที่แสนจะทรมานนี้ไปได้อย่างราบรื่นได้ครับ

นอกจากจะลองทำตามแนะนำวิธีง่ายๆเบื้องต้นที่ได้แนะนำกันไปแล้ว ก็อย่าลืมเฝ้าสังเกตอาการเพื่อเฝ้าระวังภาวะผิดปกติทางร่างกายด้วยนะครับ โดยเฉพาะ ภาวะร่างกายขาดน้ำ เนื่องจากเราชดเชยน้ำไม่เพียงพอกับที่ร่างกายสูญเสียไปจากการอาเจียน ช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์หากมีอาการแพ้ท้องมาก รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ น้ำหนักลด คุณแม่อย่าเพิ่งวิตกกังวลว่าลูกจะได้รับอันตรายร้ายแรงนะครับ ขอแค่คุณแม่ดูแลร่างกายไม่ให้ขาดน้ำเป็นพอ เพราะทารกในครรภ์ช่วงนี้ยังไม่ได้ต้องการสารอาหารอะไรจากมารดามากเป็นพิเศษ ขอแค่มารดายังคงมีสุขภาพทั่วไปแข็งแรง ไม่มีภาวะขาดน้ำเท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ รอให้อาการแพ้ท้องดีขึ้นเสียก่อนค่อยเริ่มบำรุงกันใหม่ วิธีการง่ายๆในการสังเกตดูว่าร่างกายขาดน้ำหรือไม่ เช่น สังเกตดูว่าริมฝีปากและลิ้นแห้งหรือไม่ การปัสสาวะเป็นอย่างไร หากปัสสาวะนานๆครั้ง ปัสสาวะออกครั้งละน้อยๆ และมีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าน้ำในร่างกายไม่เพียงพอ เราควรจิบน้ำให้บ่อยขึ้นแล้วสังเกตต่อไปว่า อาการต่างๆดีขึ้นหรือไม่ ปัสสาวะออกมากขึ้นและสีจางลงหรือยัง หากรับประทานอะไรไม่ได้เลยหรือถ้าลองจิบน้ำแล้วแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้นแนะนำว่าควรไปพบแพทย์จะดีที่สุดครับ เพราะจะได้ให้น้ำเกลือชดเชยน้ำที่สูญเสียไปเพื่อป้องกันภาวะไตทำงานผิดปกติครับ

มาถึงตอนนี้หวังว่าคุณผู้อ่านทุกท่านคงพอเข้าใจถึงที่มาที่ไปของอาการแพ้ท้องของหญิงตั้งครรภ์ได้มากขึ้น เพราะแม้จะมีผลจากฮอร์โมนช่วงตั้งครรภ์ที่สูงขึ้นเป็นสาเหตุหลัก แต่ความเครียด ความวิตกกังวล และสภาพจิตใจก็มีผลไม่น้อยที่จะทำให้อาการนั้นรุนแรงมากขึ้น หวังว่าวิธีการรับมือกับอาการแพ้ท้องอย่างง่ายๆที่ผมได้แนะนำไป คงจะพอช่วยทำให้คุณแม่ทั้งมือเก่า มือใหม่ รวมทั้งคุณหนูเล็ก ที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่ สามารถนำไปปรับใช้และผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างราบรื่น ปลอดภัยทั้งแม่และลูก สุดท้ายคงต้องขอบคุณละครไทยด้วยเช่นกันที่นอกจากจะนำเสนอความบันเทิงอย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังสอดแทรกชีวิตจริงของสังคมลงไปด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งประเด็นเรื่องของสุขภาพ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในละครเรื่องต่อไปกันอีกนะครับ



นพ.ปัญญา ศักดิ์สง่าวงษ์
สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

Friday, May 16, 2014

สารพัดวิธีช่วยคุณหนูเล็กรับมืออาการแพ้ท้อง ตอนที่ 1



สวัสดีครับคอละครไทยทุกๆคน ห่างหายกันไปนานกับการดูละครแล้วสะท้อนสุขภาพตามแบบฉบับหมอเช้าตรู่นะครับ ช่วงนี้กระแสพี่ติ๊กฟีเวอร์ ในละคร อย่าลืมฉัน มาแรงจริงๆทำเอาบรรดาพยาบาลสาวน้อยสาวใหญ่รอบตัวผม คลั่งไคล้ในความหล่อของพี่ติ๊ก เพ้อและพูดถึงอยู่ได้ไม่เว้นแต่ละวัน แม้ว่าละครจะอวสานกันไปแล้วเมื่อคืน แต่ผมยังมีประเด็นที่สะกิดต่อมขี้สงสัยในบางฉากของละครที่ว่า นี่คงแบบฉบับละครไทยไปแล้วรึป่าว ที่ต้องเป็นอันเข้าใจว่าถ้านางเอกมีท่าทางหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน วีน เหวี่ยง แล้วเกิดอยากจะกินอะไรเปรี้ยวๆขึ้นมาอย่างผิดสังเกต ทำท่าทางผะอืดผะอม วิ่งเข้าห้องน้ำแล้วอาเจียน โอ้กอ้าก! เอามือกุมท้อง เงยหน้ามองกระจก หลังพิงผนัง ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ทำสีหน้าวิตกกังวล ใช่เลย!! ต้องท้องแน่ๆ นี่ขนาดไม่ได้ดูละครมาก่อนนะครับ ยังเดาทางได้เลยว่าต้องการจะสื่ออะไร เฮ้อ!! เอาตรงๆนะครับ ชีวิตจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่ละครไทยปลูกฝังให้เราจำภาพว่าถ้าตั้งครรภ์แล้วต้องมีอาการแพ้ท้องเสมอไปนะครับ อย่างนั้นแล้วก็ขอถือโอกาสอธิบายไอ้เจ้าอาการแพ้ท้องนี้เลยแล้วกันนะครับ ว่าจริงๆแล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น




อาการแพ้ท้องคืออะไร


อาการแพ้ท้อง หรือ Morning sickness เป็นอาการแสดงออกอย่างอย่างหนึ่งของการตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่จำเป็นว่าหญิงตั้งครรภ์ทุกรายจะต้องมีอาการแพ้ท้อง บางรายอาจไม่มีอาการใดๆเลยซึ่งก็ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด แต่บางรายอาจมีแค่อาการคลื่นไส้เพียงเล็กน้อย หรือบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นอาเจียนตลอด วิงเวียนศีรษะ โดยเฉพาะมักเป็นในตอนเช้า รับประทานอะไรไม่ได้เลย น้ำหนักลด จนอาจทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืดเป็นลม ไม่มีเรียวแรงทำงาน รับประทานอาหารไม่อร่อยเพราะรู้สึกขมคอ ลิ้นเฝื่อนไม่มีรสชาติ กลิ่นที่เคยดมได้กลับเหม็นไปหมด หรือถึงขึ้นที่ไม่อยากตั้งครรภ์อีกเลยก็เป็นได้ครับ

แล้วอาการแพ้ท้องเกิดจากสาเหตุอะไร

สาเหตุของอาการแพ้ท้องที่แท้จริงนั้นไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่พบว่ามีปัจจัยสำคัญๆ 2 อย่างที่ทำให้เกิดอาการแพ้ท้อง นั่นก็คือ


1. ฮอร์โมนที่สร้างจากรกที่ชื่อว่า HCG (Human Chorionic Gonadotropin)  ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่บ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์ เพราะภายหลังจากที่ตัวอ่อนฝังตัวในโพรงมดลูก และรกมีการพัฒนาเพิ่มจำนวนมากขึ้น ก็จะเริ่มมีการสร้างฮอร์โมน HCG ขึ้นทันที ซึ่งฮอร์โมน HCGมีผลทำให้ประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นไวขึ้น ประสาทสัมผัสในการรับรสแย่ลง อีกทั้งระบบต่างๆในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากภาวะปกติจึงทำให้เกิดอาการแพ้ท้อง โดยปกติแล้วในช่วง1สัปดาห์แรกที่ประจำเดือนขาดหายไปเนื่องจากตั้งครรภ์ รกจะเริ่มสร้างฮอร์โมน HCG ในปริมาณต่ำๆ หลังจากนั้นเมื่อรกเจริญเติบโตมากขึ้นตามอายุครรภ์ ก็จะสร้างฮอร์โมน HCGในปริมาณที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนมีปริมาณสูงสุดช่วงอายุครรภ์ 10-12 สัปดาห์ จากนั้นก็จะค่อยๆลดต่ำลงจนอยู่ในระดับคงที่ตั้งแต่อายุครรภ์ 16 สัปดาห์เป็นต้นไป ดังนั้นจึงสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดหญิงตั้งครรภ์จึงมักเริ่มมีอาการแพ้ท้องได้บ่อยในช่วงอายุครรภ์ 6-7 สัปดาห์และรุนแรงมากที่สุดราวๆ 10-12 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการจะค่อยๆทุเลาลง และมักหายไปภายหลังจาก 16 สัปดาห์ไปแล้วนั่นเอง แต่ก็มีบางรายที่อาการแพ้ท้องยังคงมีอยู่ตลอดช่วงตั้งครรภ์กันเลยทีเดียว



2. สภาพจิตใจ  ความเครียด ความวิตกกังวล รวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ สามารถส่งผลกระทบถึงสุขภาพร่างกายโดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมักจะมีการบีบตัวของลำไส้น้อยอยู่แล้วในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้การลำเลียงอาหารจากกระเพาะไปยังลำไส้ใช้เวลานานกว่าปกติ อาหารจึงค้างอยู่ในกระเพาะดังนั้น หญิงตั้งครรภ์จึงมักมีปัญหากรดไหลย้อน ท้องผูกได้บ่อย จึงอาจกระตุ้นให้อาการแพ้ท้องกำเริบได้ง่ายและรุนแรงขึ้นได้


อย่างไรก็ตาม  ถึงแม้ว่าภาวะจิตใจอาจส่งผลถึงอาการแพ้ท้องอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มักเป็นอาการที่เกิดขึ้นจริง ๆ ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ได้เป็นการเสแสร้งเพื่อเรียกร้องความสนใจแต่อย่างใด ดังนั้น คุณสามี สมาชิกในครอบครัวและคนรอบข้างควรต้องทำความเข้าใจ  และคอยช่วยเหลือให้กำลังใจ  ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะสามารถช่วยให้อาการแพ้ท้องหายได้เร็วขึ้นครับ




กรณีที่มีอาการแพ้ท้องมากๆอาจเป็นการตั้งครรภ์ที่มีภาวะผิดปกติ

โดยเฉพาะภาวะที่มีความผิดปกติของรกที่สร้างฮอร์โมน HCG ได้มากกว่าปกติ ได้แก่

ครรภ์แฝด เนื่องจากครรภ์แฝดจะมีรกขนาดใหญ่ หรือมีรกมากกว่า 1 จึงทำให้สามารถสร้างฮอร์โมนได้มากกว่าปกติ

ครรภ์ไข่ปลาอุก ชื่ออาจฟังดูไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไหร่ แต่ถือเป็นเนื้องอกของรกชนิดหนึ่ง โดยที่รกจะมีลักษณะบวมน้ำ มองเห็นเป็นถุงน้ำใสๆขนาดเล็กจำนวนมาก คล้ายเม็ดสาคูหรือไข่ปลาอุก (ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นหน้าคาดตาปลาชนิดนี้เหมือนกันนะครับ แต่เค้าเรียกกันอย่างนี้ตั้งแต่สมัยเรียน ก็เลยเรียกตามๆกันมา) ซึ่งรกที่ผิดปกตินี้เองสามารถสร้างฮอร์โมนได้มากกว่าปกติเป็นสิบๆเท่า


แล้วกรณีที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเลยจะถือว่าผิดปกติมั้ย


หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเลย อย่าเพิ่งเข้าใจว่าตัวเองผิดปกตินะครับ เพราะอาการแพ้ท้องแต่ละคนมีอาการไม่เท่ากัน ดังนั้นไม่ได้ถือว่าลูกไม่แข็งแรงหรือรกมีความผิดปกติแต่อย่างใด ถ้าหากไม่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดและไม่มีอาการปวดท้องน้อย ก็ไม่ต้องกังวลใจอะไรครับ


แต่ในกรณีที่ตั้งครรภ์แล้วมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดในช่วง 3 เดือนเเรก หรือมีภาวะแท้งคุกคาม มีการศึกษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์กลุ่มนี้หากมีอาการแพ้ท้องร่วมด้วย จะมีโอกาสแท้งได้น้อยกว่าคุณแม่ที่ไม่มีอาการแพ้ท้อง เพราะหากมีอาการแพ้ท้องร่วมด้วย แสดงว่ารกยังสมบูรณ์อยู่จึงสามารถสร้างฮอร์โมน HCG ในปริมาณที่สูงพอสมควร  ซึ่งปกติแล้วฮอร์โมน HCGมีส่วนช่วยประคับประคองให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปได้ ดังนั้นหากมีปริมาณที่สูงก็จะช่วยลดโอกาสเกิดการแท้งได้ครับ


ถ้าแพ้ท้องรุนแรง จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของตัวเองและลูกน้อยในครรภ์มั้ย


อาการแพ้ท้องแม้ว่าเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่หากมีอาการรุนแรงมากเกินไป แน่นอนว่าต้องส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของหญิงตั้งครรภ์รวมถึงลูกน้อยในครรภ์อย่างแน่นอน โดยอาการแพ้ท้องที่รุนแรง มีศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Hyperemesis Gravidarum ซึ่งจะมีอาการดังนี้ คือ

1. มีอาการแพ้ท้องเกิดขึ้นเร็วและเป็นอยู่นานกว่าหญิงตั้งครรภ์ปกติ ซึ่งโดยปกติอาการจะดีขึ้นภายหลังจาก 12-14 สัปดาห์

2. อาการคลื่นไส้อาเจียนตลอด รับประทานอะไรไม่ได้เลย เหม็นกลิ่นอาหารไปเสียทุกอย่าง น้ำก็ดื่มไม่ได้ หรืออาเจียนออกมาจนหมด อาจอาเจียนเอาน้ำย่อยรสเปรี้ยวสีเขียวปนเหลืองออกมาเพราะไม่มีอาหารในกระเพาะเหลือแล้ว ทำให้ระคายคอ อาจมีเลือดปน หรือบางรายเส้นเลือดฝอยที่ตาขาวแตก
 
3. น้ำหนักลดลงจากช่วงก่อนตั้งครรภ์ 3-4 กิโลกรัมขึ้นไป

4. ร่างกายขาดน้ำรุนแรง อ่อนเพลียมาก ริมฝีปากแห้ง คอแห้ง ปัสสาวะออกน้อย สีเหลืองเข้ม

5. หน้ามืดเป็นลม

หากมีอาการเหล่านี้อย่านิ่งนอนใจควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้พิจารณาให้น้ำเกลือชดเชยเกลือแร่และสารอาหารที่จำเป็น ให้ยาระงับอาการคลื่นไส้อาเจียนเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่จะเกิดขึ้นตามมา อาจถึงขั้นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากอาการต่างๆเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งแม่และลูกได้ครับ ได้แก่

เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง ทำให้เลือดข้นหนืดมากขึ้น จึงไหลเวียนไปเลี้ยงที่ไตน้อยลง อาจทำให้ไตทำงานผิดปกติถึงขั้นไตวายได้ และเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงตัวอ่อนลดลงอาจส่งผลให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตช้า หรือหยุดการเจริญเติบโตได้เช่นกัน

ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว อาจตรวจพบว่าความดันโลหิตต่ำ หน้ามืด เป็นลม หรือเกิดภาวะช้อคได้ ส่งผลเสียต่อทั้งต่อแม่และลูกครับ

เกิดภาวะร่างกายขาดอาหารรุนแรง ช่วงแพ้ท้องที่รับประทานอาหารไม่ได้ ร่างกายขาดแหล่งพลังงาน จึงดึงเอาแหล่งพลังงานสำรองที่สะสมในร่างกายออกมาใช้ ได้แก่ ไขมันที่มีอยู่ตามร่างกายและตับออกมาใช้ จึงทำให้เกิดการคั่งของของเสียจากการเผาผลาญพลังงานเหล่านี้ออกมาใช้ จึงทำให้เลือดมีสภาพเป็นกรด ออกซิเจนในเลือดลดลง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ จากการที่อาเจียนบ่อยๆ ทำให้สูญเสียเกลือแร่ที่อยู่ในน้ำย่อยออกมา จึงอาจส่งผลทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ใจสั่น เป็นตะคริว เพราะระบบในร่างกายขาดสมดุล ส่งผลเสียต่อทั้งต่อแม่และลูกครับ


เนื่องจากช่วง 3 เดือนแรกเป็นช่วงเวลาสำคัญของลูกน้อยในครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่ลูกน้อยมีการพัฒนาและสร้างอวัยวะครบสมบูรณ์ แต่อาการแพ้ท้องก็มักจะเกิดช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน หากสุขภาพของมารดาไม่ดีแล้ว แน่นอนว่าต้องมีผลต่อสุขภาพทารกในครรภ์ไม่มากก็น้อย ดังนั้นคุณแม่จึงควรดูแลสุขภาพร่างกายเป็นพิเศษครับ


นพ.ปัญญา ศักดิ์สง่าวงษ์
สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

Wednesday, April 16, 2014

"ไก่กับไข่" ความพิเศษของครรภ์แฝด ที่มาพร้อมความเสี่ยง




มีใครเห็นด้วยกับผมบ้างมั้ยครับว่า ในละคร อย่าลืมฉัน  “แฝดไก่กับไข่” เป็นเด็กฝาแฝดที่น่ารัก น่าหยิกแก้มซะจริงๆ เห็นแล้วหมั่นเขี้ยว แพ้ทางความน่ารักและความไร้เดียงสาของเด็ก คงเป็นเพราะเหตุผลนี้มั้งครับถึงทำให้ชีวิตผมทุกวันนี้ถึงต้องกลายมาเป็นพ่อบุญธรรมให้กับเด็กๆในสังกัดของครอบครัวมีบุตรยากหลายๆครอบครัว และนับวันผมชักจะมีเด็กๆในสังกัดเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้วสิครับทีเนี้ยะ!!



คงเป็นเพราะความน่ารักและดูพิเศษกว่าเด็กปกติทั่วๆไปของเด็กแฝดที่เป็นเด็กน้อยน่ารักและมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันมากกว่า 1 คน จึงเป็นความใฝ่ฝันของหลายๆครอบครัวที่อยากจะมีลูกแฝดและเข้ามาขอคำปรึกษาแนะนำที่คลินิกรักษาผู้มีบุตรยากอยู่ไม่น้อยทีเดียว แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า แม้ว่าการตั้งครรภ์แฝดจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าการตั้งครรภ์แฝดปกติตามธรรมชาติ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเด็กแฝดที่ถือกำเนิดมาจากการทำเด็กหลอดแก้วนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็น “แฝดเทียม” คือ มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน อาจดูคล้ายกัน เพศอาจจะเหมือนหรือต่างกันเลยก็เป็นได้ แต่ที่สำคัญคือ มี DNA ที่แตกต่างกัน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเป็น “แฝดแท้” หรือแฝดเหมือน คือ มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน เพศเดียวกัน และมี DNA เหมือนกันทุกอย่าง ซึ่งสาเหตุเกิดจากอะไรนั้น จะขออธิบายต่อไปครับ

Sunday, April 6, 2014

ฝ่าวิกฤติตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก พร้อมรับมือท้องนอกมดลูก-ท้องลม-ตัวอ่อนเสียชีวิต




คุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีบุตร และรอคอยเวลาที่จะมีลูกตัวน้อยๆมาเติมเต็มชีวิตคู่ ไม่ว่าจะด้วยวิธีธรรมชาติหรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว เมื่อประจำเดือนขาดหายไปคงต้องรู้สึกตื่นเต้นและแอบลุ้นอยู่ในใจ แล้วยิ่งเมื่อทดสอบการตั้งครรภ์จากปัสสาวะหรือตรวจเลือดยืนยันแล้วพบว่าท้องขึ้นมาจริงๆ แทบทุกคนต้องดีใจเป็นที่สุดอย่างแน่นอน แต่อย่าเพิ่งด่วนดีใจไปครับ เพราะนี่เป็นเพียงแค่ก้าวแรกของการตั้งครรภ์เท่านั้น ยังมีเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่คาดคิดอีกมากมายเกิดขึ้นได้เสมอโดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรก ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอเพื่อประเมินว่าการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นนั้นปลอดภัยหรือไม่ และควรดูแลตัวเองและสังเกตอาการผิดปกติอย่างไรบ้าง ซึ่งพอจะไล่เลียงถึงลำดับขั้นตอนการเฝ้าติดตามให้เข้าใจง่ายๆได้ดังนี้

ช่วงอายุครรภ์ 4-5 สัปดาห์ นับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย

ภายหลังจากที่ประจำเดือนขาดหายไปประมาณ 1 สัปดาห์หรือประมาณ 12-14 วัน ภายหลังจากการย้ายตัวอ่อนในกรณีทำเด็กหลอดแก้ว หากตรวจการตั้งครรภ์โดยการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับฮอร์โมน hCG ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากรก แล้วพบว่าฮอร์โมน hCG มีระดับที่สูงขึ้น สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณผู้หญิงมีภาวะตั้งครรภ์เกิดขึ้น โดยเราเรียกการตั้งครรภ์ระยะนี้ว่า Chemical pregnancy หรือการตั้งครรภ์ที่วินิจฉัยจากผลแล็ป ระยะนี้คุณผู้หญิงอาจมีอาการคัดตึงเต้านม บางรายเริ่มเบื่ออาหาร ส่วนอาการแพ้ท้องอาจยังไม่ชัดเจนนักเพราะระดับฮอร์โมน hCG ที่เป็นสาเหตุของอาการแพ้ท้องนั้นยังอยู่ในระดับที่ยังไม่สูงมากนัก การอัลตร้าซาวน์ในระยะนี้อาจยังไม่สามารถเห็นถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกได้ชัดเจนนัก ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่สามารถอัลตร้าซาวน์เห็นถุงการตั้งครรภ์ภายในโพรงมดลูก ก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นท้องนอกมดลูกได้อยู่ จึงจำเป็นต้องมีการนัดตรวจติดตามอัลตร้าซาวน์อีกครั้งประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังจากนี้ ระยะนี้คุณผู้หญิงควรต้องดูแลสุขภาพตัวเองเป็นอย่างดี พักผ่อนให้เพียงพอ งดยืน-เดินนานๆ หลีกเลี่ยงยกของหนัก การออกกำลังกายหักโหม รับประทานอาหารที่ใหม่-สด-สะอาดเพื่อป้องกันอาการท้องเสีย และใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ตลอดจนเฝ้าสังเกตอาการปวดหน่วงท้องน้อย เลือดออกทางช่องคลอดหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ เป็นลม ซึ่งเป็นอาการผิดปกติของภาวะแท้งบุตร หรือท้องนอกมดลูกได้ครับ

การตั้งครรภ์นอกมดลูก คือ การตั้งครรภ์ที่ตัวอ่อนมีการเจริญเติบโตอยู่ที่อื่นภายนอกโพรงมดลูก เช่น ที่ท่อนำไข่ ที่รังไข่  ที่เยื่อบุช่องท้อง เป็นต้นครับ ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้เป็นตำแหน่งที่มีกล้ามเนื่อน้อย บอบบาง ไม่เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์ จึงก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วตัวอ่อนจะเจริญเติบได้ไม่เกินอายุครรภ์ 3 เดือน ถุงการตั้งครรภ์ก็มักจะแตกหรือแท้ง ทำให้ตกเลือดในช่องท้องเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หญิงตั้งครรภ์ที่สงสัยว่าอาจจะมีภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก อาจมีอาการผิดปกติ ได้แก่ เลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องน้อยรุนแรง วิงเวียนศีรษะเป็นลม ซึ่งต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจภายในและทำอัลตร้าซาวน์ ถ้าอัลตร้าซาวน์ไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก แต่กลับพบก้อนผิดปกติหรือเห็นถุงการตั้งครรภ์ภายนอกโพรงมดลูก ก็สามารถวินิจฉัยว่าเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก โดยปกติแล้วการตั้งครรภ์นอกมดลูกนั้นจะไม่สามารถดำเนินต่อไปจนสำเร็จคลอดออกมาเป็นทารก จำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ด้วยการผ่าตัดเอาออกก่อนที่จะแตกหรือก็ต้องใช้ยาทำลายให้ฝ่อสลายหายไปเพื่อความปลอดภัยของหญิงตั้งครรภ์ครับ  (สามารถหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการตั้งครรภ์นอกมดลูก จากบทความ ” ไขปัญหา สายน้ำผึ้ง คุณหมอเช้าตรู่คะ หนูท้องนอกมดลูกจริงๆเหรอ” ได้จากบทความก่อนหน้านี้ครับ)
   


                  
                       
ภาพอัลตร้าซาวน์ทางช่องคลอด พบถุงการตั้งครรภ์ภายในโพรงมดลูก 

Wednesday, April 2, 2014

ไขปัญหา "สายน้ำผึ้ง" หมอเช้าตรู่คะหนูท้องนอกมดลูกจริงๆเหรอ ?



ช่วงนี้งานยุ่งมากครับ ทำให้พลาดชมละคร สามีตีตรา ไปหลายตอนแล้ว เลยต้องมาตามเก็บตกดูละครย้อนหลังกันจนดึกจนดื่น ยิ่งละครจะอวสานในคืนนี้ด้วยแล้ว ทำเอาผมขอบตาดำไปทำงานแทบทุกวันเลยก็ว่าได้ครับ แต่ประเด็นมันคืออย่างนี้คับ มีแฟนเพจถามคำถามเข้ามาครับว่า “เห็นฉากหนึ่งในละครที่คุณหมอบอกสายน้ำผึ้งว่าเธออาจจะท้องนอกมดลูกเพราะตรวจพบว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนน้อยผิดปกติ จึงสงสัยว่าท้องนอกมดลูกนี้มันคืออะไร” งานเข้าล่ะสิครับทีนี้ นอกจากจะตามดูย้อนหลังไม่ทันแฟนเพจแล้วยังตกข่าวอีกครับว่าสายน้ำผึ้งตั้งท้องรอบใหม่แล้ว ทำเอาผมกันเงิบไปเลย!! รีบกลับไปดูละครย้อนหลังแทบไม่ทันแต่เมื่อดูจบก็พอจะเข้าใจประเด็นคำอธิบายของคุณหมอในละครที่สงสัยว่า สายน้ำผึ้ง เธออาจจะท้องนอกมดลูก แล้วล่ะครับ 

Tuesday, April 1, 2014

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่: แท้งบุตรแล้วไม่ขูดมดลูก จะทำให้มดลูกไม่สะอาดหรือเปล่า และเป็นสาเหตุให้ต่อไปมีลูกยากขึ้นมั้ยคะ?



Q : แท้งบุตรแล้วไม่ขูดมดลูก จะทำให้มดลูกไม่สะอาดหรือเปล่า และเป็นสาเหตุให้ต่อไปมีลูกยากขึ้นมั้ยคะ?

A : การแท้งบุตรไม่ว่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือจากการที่แพทย์ชักนำให้เกิดการแท้ง เช่น ทารกในครรภ์เสียชีวิต ภาวะท้องลม ก่อนอื่นคงต้องดูก่อนว่าการแท้งนั้น ชิ้นส่วนของการตั้งครรภ์หรือถุงการตั้งครรภ์นั้นแท้งออกมาหมด ครบสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าตรวจภายในและอัลตร้าซาวน์เช็คดูแล้วว่าแท้งออกมาหมด ครบสมบูรณ์ดีก็ไม่จำเป็นต้องขูดมดลูกซ้ำ เพราะการขูดมดลูกในกรณีแท้งครบสมบูรณ์ไม่ได้ช่วยให้มดลูกสะอาด หรือทำให้มีลูกครั้งต่อไปง่ายขึ้น ตามที่เราๆ เข้าใจกันแต่อย่างใด แต่กลับทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงตามมาเสียมากกว่า เช่น มดลูกติดเชื้อ มดลูกทะลุ รวมถึงอาจเป็นการทำให้เกิดบาดแผลภายในโพรงมดลูกลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ส่งผลทำให้เกิดพังผืดตามมาจนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะไม่มีประจำเดือนเลยภายหลังจากขูดมดลูก บางรายประจำเดือนออกน้อยลงกว่าเดิมชัดเจน หรือมีปัญหาภาวะมีบุตรยากได้ในอนาคตก็เป็นได้

Monday, March 10, 2014

สายน้ำผึ้งโมเดล ไขปริศนา ยาสตรี ทำให้แท้งได้จริงหรือ ???


ช่วงนี้กระแสละคร " สามีตีตรา " กำลังมาแรง โดยเฉพาะบทบาทของ " สายน้ำผึ้ง "  สาวสวยใสแต่ร้ายลึก ซึ่งรับบทโดยคุณจุ๋ย วรัทยา ซึ่งพลิกบทบาทมาเล่นบทร้ายครั้งแรกกับทางช่อง 3 จำได้ว่าตอนที่นั่งดูละครเพลินๆ อยู่นั้น ผมสังเกตว่ามีอยู่ฉากหนึ่งที่ " สายน้ำผึ้ง "  เธอพยายามที่จะทำให้ลูกในท้องของเธอแท้งออกมาด้วยการกินยาขับประจำเดือน หรือยาสตรีที่เราๆเข้าใจกัน  จนเป็นเหตุให้คนใกล้ตัวของผมเกิดข้อสงสัยและถามผมว่า 

" ยาสตรีที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดสามารถทำให้ผู้หญิงแท้งได้จริงหรือ ??? "

Friday, February 28, 2014

“ลำยองสไตล์” ทำร้ายตัวคุณและลูกน้อยในครรภ์

600
ช่วงนี้จะไปที่ไหนก็ได้ยินกระแสละคร “ทองเนื้อเก้า” กันอย่างหนาหู กับบทบาทของ “ลำยอง” สาวสวยขี้เมาที่มีสามีนับไม่ถ้วน วันก่อนเลยได้มีโอกาสนั่งดูละครกับเขาบ้าง ดูไปก็อดนึกห่วงอนาคตของลำยองไปไม่ได้ว่าถ้าเธอยังทำตัวเช่นนี้ต่อไป จุดจบของเธอจะเป็นอย่างไร
ต้องบอกก่อนว่า “ลำยอง” ชีวิตเธอมีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บมากมายเหลือเกิน แต่หลักๆ คงหนีไม่พ้นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับจากการที่เธอติดเหล้า ยาดอง และเมื่อเธอเมามายจนขาดสติ ความยับยั้งชั่งใจลดลง ทำให้มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันและตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ มีโอกาสที่จะติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว ทั้งเอดส์ หนองใน เริม หูด ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงโรคที่เสี่ยงต่อการเกิดมากอย่าง มะเร็งปากมดลูก เหตุเพราะเธอมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย มีคู่นอนหลายคน ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะมีโอกาสติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV หรือ Human papilloma virus) เพราะเป็นสาเหตุหลักของการเป็นมะเร็งปากมดลูก แม้ว่าเชื้อไวรัสเอชพีวีจะมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกนั่นก็คือ สายพันธุ์ 16 และ 18 ดังนั้นการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีเชื้อเอชพีวี (ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ชายจะไม่มีอาการหรือตรวจไม่พบเชื้อ) แม้เพียงครั้งเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีและมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูกได้)

Thursday, February 27, 2014

“เครื่องดูดมดลูกมือถือ” โฉมใหม่ขูดมดลูก ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

MVA1
เมื่อพูดถึงการขูดมดลูก เชื่อว่าผู้หญิงหลายๆท่านต้องรู้สึกกลัวการถูกขูดมดลูกอย่างแน่นอน หรือไม่ก็คงจินตนาการถึงภาพความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน เลือดท่วมตัว ตกเลือด อะไรทำนองนี้ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะคนส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังทัศนะคติในด้านลบเกี่ยวกับการขูดมดลูกไปแล้วตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะเป็นจากคำบอกเล่าของทั้งคนที่มีและไม่มีประสบการณ์การถูกขูดมดลูก หรือแม้แต่ในสื่อต่างๆเช่นวิทยุ โทรทัศน์ ละคร ภาพยนต์ ล้วนแล้วแต่มีภาพของการขูดมดลูกที่น่าสยดสยองแทบทั้งนั้น นั่นคงเป็นเพราะอุปกรณ์เครื่องมือที่เราเข้าใจว่าเป็นเครื่องมือขูดมดลูกนั้นเป็นเหล็กแหลมคม ยาวๆ ขนาดใหญ่ เอาเข้าไปขูดภายในโพรงมดลูก แค่คิดภาพตามก็สยองแล้ว ต้องบอกว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกซะทีเดียวเพราะในปัจจุบันเครื่องมือต่างๆได้พัฒนาคิดค้นให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อย เสียเลือดน้อย และไม่เจ็บปวดเท่าการขูดมดลูกวิธีเดิมๆที่เรียกว่า Dilatation and Curettage หรือ D&C with Sharp Curette และเปลี่ยนจากเทคนิค การ“ขูด”มาเป็น การ“ดูด”มดลูกแทน แค่เปลี่ยนคำพูด ก็ฟังดูน่ากลัวน้อยลงแล้ว คุณผู้อ่านว่าจริงมั้ยครับ

Wednesday, February 26, 2014

Array CGH ลดโอกาสการแท้งซ้ำ ตรวจความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน


blog-1353
สภาพสังคมไทยในปัจจุบันนี้ ผู้หญิงเริ่มที่จะแต่งงานและสร้างครอบครัวเมื่อมีอายุมากขึ้นกว่าในอดีต เหตุก็เพราะต้องการทำงานหารายได้เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตก่อนเป็นอันดับแรก ครั้นเมื่อพร้อมจะมีครอบครัว อายุก็เริ่มเข้าสู่เลข 3 ไปแล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะมีลูกได้เองตามธรรมชาติก็ดูเหมือนจะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะรังไข่เริ่มเสื่อมการทำงานลง แม้ในกรณีที่ตั้งครรภ์ได้ก็ยังต้องประสบกับปัญหาการแท้งบุตร หรือมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้ทารกที่ผิดปกติสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากขึ้นในผู้หญิงยุคปัจจุบัน ดังนั้นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธ์จึงมีบทบาทมากขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขปัญหามีบุตรยากและการแท้งซ้ำเหล่านี้ แต่ก็ยังพบว่ามีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่แม้ว่าจะผ่านการทำเด็กหลอดแก้วแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ หรือประสบกับปัญหาแท้งบุตรซ้ำซาก สาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยนั่นก็คือ ตัวอ่อนมีความผิดปกติด้านโครโมโซม ซึ่งความผิดปกติทางโครโมโซมนี้เองสามารถพบได้ตามธรรมชาติมากถึง 40% และจะพบได้มากขึ้นตามอายุของผู้หญิง 

จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่าการตั้งครรภ์ธรรมชาติในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี พบการแท้งได้ประมาณ 10% ของการตั้งครรภ์ และ อายุ 35-39 ปี พบได้ 30% และอายุเกินกว่า 40 ปีพบได้ถึง 40% เหตุเพราะรังไข่ของผู้หญิงที่อายุมากจะผลิตไข่ที่ด้อยคุณภาพ เมื่อไข่เหล่านี้ได้รับการปฏิสนธิก็มีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นตัวอ่อนที่มีความผิดปกติทางโครโมโซมนั่นเอง ส่งผลให้ตัวอ่อนเหล่านี้ไม่สามารถฝังตัวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ หรือแม้กระทั่งฝังตัวได้ก็มีโอกาสที่จะแท้งหรือพัฒนาเป็นทารกแรกเกิดที่มีความพิการได้สูงขึ้น