Showing posts with label Q&A. Show all posts
Showing posts with label Q&A. Show all posts

Thursday, July 3, 2014

Q&A : หลังผ่าตัดคลอด ไม่ควรรับประทานไข่ขาวเพราะจะทำให้แผลเป็นนูน จริงหรือไม่คะ ?



คุณแม่หลายท่านที่จำเป็นต้องผ่าตัดคลอดเพราะไม่สามารถคลอดบุตรด้วยวิธีการธรรมชาติได้ คงมีความกังวลใจกลัวว่าแผลผ่าตัดจะไม่สวย เป็นแผลเป็นนูน และมีความเชื่อว่าไม่ควรรับประทานไข่ขาวเพราะจะทำให้แผลเป็นนูน ดูไม่สวย จริงๆแล้วตรงกันข้ามเลยครับ ควรรับประทานเสียด้วยซ้ำเพราะไข่ขาวเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่หาง่ายและราคาไม่แพง สารอาหารประเภทโปรตีนมีความสำคัญในด้ายการช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งก็รวมถึงแผลผ่าตัดด้วย ทำให้แผลหายไว และคุณแม่ฟื้นตัวได้เร็วอีกทั้งยังมีประโยชน์ด้านการนำไปใช้สร้างน้ำนมให้ลูกน้อยอีกด้วย ดังนั้นการห้ามรับประทานไข่ขาวถือว่าเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนะครับ เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลเป็นนั้นมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น



  • ลักษณะของผิวหนัง ซึ่งมาจากพื้นฐานของผิวหนังของแต่ละคน ตามกรรมพันธุ์
  • จำนวนครั้งของการผ่าตัด กรณีที่ผ่านการผ่าตัดซ้ำหลายครั้ง จะมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นนูน สีคล้ำเข้ม ดูไม่สวยงามเกิดขึ้นได้บ่อยกว่า
  • แรงตึงบริเวณขอบแผลมากๆ แผลผ่าตัดที่มีทำให้การซ่อมแซมบาดแผลเกิดได้ไม่ดีนัก เช่น
    • แผลผ่าตัดใหญ่ๆ ที่ขอบแผล 2ข้าง มีระยะห่างกันมากๆ จะมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นได้บ่อยกว่าแผลผ่าตัดขนาดเล็ก
    • เทคนิคการเย็บของแพทย์ก็มีส่วนช่วยลดแรงตึงบริเวณขอบแผล ทำให้ลดโอกาสเกิดแผลเป็นได้ครับ
  • แผลผ่าตัดแยก มีผลให้เกิดการซ่อมแซมที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ออกแรงขยับเขยื้อนบริเวณที่ผ่าตัดมากเกินไปในขณะที่แผลยังไม่หายดี
  • การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด มีผลกระตุ้นการเกิดรอยแผลเป็นตามมาได้
  • ไหมที่ใช้เย็บแผล หากเป็นไหมละลายที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้าน สามารถทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ ส่งผลให้เกิดรอยแผลเป็นได้มากขึ้นครับ
  • การดูแลผิวพรรณ การหมั่นดูแลแผลผ่าคลอดอย่างสม่ำเสมอ ครีมซึ่งมีส่วนผสมของเสตียรอยด์อ่อน ๆ หรือครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินอีทาก็ช่วยทำให้แผลเป็นนุ่มและสีจางลงได้ครับ แต่อาจต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร

วิธีการดูแลแผลผ่าตัดคลอดเบื้องต้น



  • ควรลุกนั่ง ขยับตัว เดินรอบๆเตียง ให้เร็วที่สุดภายหลังจากผ่าตัดคลอด แต่ไม่ต้องหักโหม เพราะอาจทำให้แผลผ่าตัดแยกได้ หากวิงเวียนศรีษะ หรือปวดแผลมากก็ให้พักหรือรอให้รู้สึกดีก่อนค่อยเริ่มใหม่ ถ้าทำได้ตั้งแต่วันแรกๆภายหลังผ่าตัดจะดีมากครับ ช่วยให้ลำไส้กลับมาทำงานได้ตามปกติเร็วขึ้น ไม่อืดแน่นท้อง ไม่คลื่นไส้อาเจียน รับประทานและกลับบ้านได้เร็วขึ้น
  • หากไม่ยอมเคลื่อนไหวเลย มีโอกาสที่จะเกิดพังผืดขึ้นกับอวัยวะต่างๆภายในช่องท้อง  เสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากจากการที่ท่อนำไข่อุดตัน เสี่ยงต่อการผ่าตัดคลอดบุตรคนต่อไปทำได้ยาก หรือมีโอกาสที่จะท้องผูกเรื้อรังในอนาคต
  • ผ้ายืดรัดหน้าท้อง สามารถช่วยประคองหน้าท้องส่วนเกินหลังผ่าตัดคลอดไม่ให้ย้อยมากดทับแผลผ่าตัด อีกทั้งยังช่วยพยุงผนังหน้าท้องและกล้ามเนื้อส่วนหลังเวลาเดิน จึงช่วยลดความเจ็บปวดลงไปได้มากเลยทีเดียวครับ
  • แผลผ่าตัดคลอดที่ปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ ไม่จำเป็นต้องเปิดล้างแผลทุกวัน สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ แต่หลีกเลี่ยงการฟอกสบู่หรือแกะ เกาบริเวณแผล เพราะอาจทำให้พลาสเตอร์ลอกหลุด ทำให้น้ำเข้าได้ และควรซับให้แห้งทันทีหลังอาบน้ำ ทิ้งไว้ราวๆ 7 วันจึงไปพบแพทย์เพื่อเปิดแผล และ/หรือตัดไหมครับ
  • หากแผลผ่าตัดบวม แดง กดเจ็บ มีเลือดซึม หรือมีไข้ ให้รีบพบแพทย์เนื่องจากอาจเกิดการติดเชื้อ หรือแพ้พลาสเตอร์ปิดแผลได้ครับ
  • พยายามดื่มน้ำเยอะๆ งดกลั้นปัสสาวะ รับประทานอาหารที่สุก สะอาด โดยเฉพาะอาหารจำพวกโปรตีน โดยที่หาได้ง่ายๆคือ ไข่ขาวต้ม เพราะมีส่วนช่วยซ่อมแซมให้บาดแผลหายได้เร็วขึ้นครับ
  • ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก ไม่ควรยกของหนัก ขยับตัวได้เท่าที่ไม่รู้สึกเจ็บ หากเจ็บหรือรู้สึกตึง ๆ แสดงว่า ยืดเหยียดแผลมากเกินไป แผลจะหายสนิทดี และสามารถออกกำลังกายได้ ราวๆ 3-6 เดือน ในบางรายอาจรู้สึกเสียวๆหรือมีอาการชาบริเวณแผลผ่าตัด ซึ่งอาการจะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ
  • เมื่อแผลแห้งสนิท หากมีรอยแผลเป็น สามารถใช้ครีมซึ่งมีส่วนผสมของเสตียรอยด์อ่อน ๆ หรือครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินอีทาก็ช่วยทำให้แผลเป็นนุ่มและสีจางลงได้ครับ


นพ.ปัญญา ศักดิ์สง่าวงษ์
สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

Wednesday, June 25, 2014

Q&A : เลือดล้างหน้าเด็ก VS เลือดประจำเดือน




มีคำถามจากทางบ้าน ซึ่งเป็นคนไข้ที่ทำเด็กหลอดไปแล้วและเพิ่งผ่านการย้ายตัวอ่อนมาได้ 3-4 วัน ถามผมเข้ามาว่า “มีเลือดสีแดงจางๆออกจากช่องคลอดใช่เลือดล้างหน้าเด็กมั้ยคะ หรือจะเป็นเลือดประจำเดือนมาก่อนกำหนด แล้วอย่างนี้จะมีโอกาสท้องมั้ย” ขอออกตัวก่อนนะครับว่าตั้งแต่เรียนมาก็เพิ่งเคยได้ยินคำว่าเลือดล้างหน้าเด็ก ก็คราวนี้นี่แหละครับ เลยลองๆหาข้อมูลดูว่า เลือดล้างหน้าเด็กหมายถึงอะไร สุดท้ายก็ได้คำตอบครับว่าศัพท์ทางการแพทย์ที่ผมอยู่ใช้ประจำ ก็มีภาษาที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันด้วยเหมือนกัน ซึ่งเลือดล้างหน้าเด็ก และ เลือดประจำเดือนมีความแตกต่างกันคือ

Friday, April 11, 2014

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่: ก่อนมีประจำเดือนมักมีเลือดสีน้ำตาลๆออกมาก่อน1-2 วัน ผิดปกติหรือเปล่า



Q: คุณหมอคะ ช่วงก่อนมีประจำเดือนมักมีเลือดสีน้ำตาลๆออกมาก่อน1-2 วัน ถือว่าผิดปกติมั้ยคะ แล้วถ้าจะนับวันแรกของประจำเดือนควรนับวันไหนดีคะ

A: เลือดประจำเดือนที่ไหลออกมาภายนอกให้คุณสาวๆเห็นนั้น แท้ที่จิงแล้วก็คือ เยื่อบุผนังโพรงมดลูกที่หนาตัวขึ้นมาตามอิทธิพลของฮอร์โมนเพศหญิงในแต่ละรอบประจำเดือน เพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูกกรณีที่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น แต่หากรอบเดือนนั้นไม่มีการปฏิสนธิ เยื่อบุผนังโพรงมดลูกก็จะหลุดลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือนสีแดงช้ำๆให้เร็วเห็น ปริมาณอาจมากบ้างน้อยบ้างขึ้นกับความหนาของเยื่อบุผนังโพรงมดลูกคับ ยิ่งหนามากเลือดประจำเดือนก็อาจจะออกมากตามไปด้วยคับ

ในกรณีที่สาวๆบางท่านมีเลือดสีน้ำตาลคล้ำๆ นำมาก่อนการเปนประจำเดือน เป็นผลจาก การหลุดลอกตัวเกิดขึ้นบางส่วน ยังไม่เกิดการหลุดลอกตัวสมบูรณ์ทั้งโพรงมดลูก จึงทำให้เลือดที่ออกปริมาณไม่มาก เมื่อเจอสภาพความเปนกรดในช่องคลอดคุณผู้หญิง สีจึงเปลี่ยนจากแดงๆเป็นน้ำตาลๆคับ
ถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถพบได้คับ
แต่การจะเริ่มนับวันที่1 ของรอบประจำเดือน แนะนำว่าควรเป็นวันที่เยื่อบุผนังโพรงมดลูกส่วนใหญ่ลอกตัวพร้อมกันคับ นั่นก็คือวันที่เลือดประจำเดือนเป็นสีแดงช้ำๆปริมาณมากนั่นเองคับ

กรณีที่มีเลือดสีน้ำตาลคล้ำๆตามหลังการมีประจำเดือนก็เช่นกัน เป็นผลจากเลือดประจำเดือนที่ออกมายังออกมาไม่หมดเหลืออยู่เล็กน้อย จึงทะยอยออกมา เมื่อเจอสภาพความเป็นกรดในช่องคลอดสีก็เลยเปลี่ยนไปนั่นเองคับ

Monday, April 7, 2014

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่: หลังฉีดยาคุมประจำเดือนไม่มา บางเดือนมากะปริบกะปรอย



Q : เมื่อก่อนเคยฉีดยาคุมคะ ประมาณสองสามครั้งได้ แต่ในช่วงระหว่างที่ฉีดไม่เคยมีประจำเดือนมาเลยแม้แต่นิดแล้วก็หยุดฉีดไปหลายปี เพิ่งจะมาฉีดใหม่เมื่อเดือนก่อน เดือนแรกหลังฉีดไม่ประจำเดือนมา แต่เดือนนี้ตอนนี้มีประจำเดือนมา มาแบบกะปริดกะปรอยหนึ่งวันประมาณหนึ่งแผ่นรองอนามัยได้ แต่มันน่ารำคาญมาก ร่างกายเราผิดปกติอะไรไหมคะแบบนี้ แล้วมีวิธีไหนบ้างไหมคะทีจะทำให้มันหยุดไหล ภายในอาทิตย์นี้ถึงอาทิตย์หน้า เพราะต้องไปต่างประเทศ เลยไม่สะดวก ขอคำแนะนำด้วยคะ

A : ยาฉีดคุมกำเนิดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันของประเทศไทย หรือ DMPA  เป็นยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว คือ มีเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนตัวเดียว 1 เข็ม สามารถคุมกำเนิดได้ประมาณ 3 เดือน และต้องฉีดใหม่ทุกๆ 3 เดือน

ยาฝังคุมกำเนิด หรือ Implanon  เป็นยาคุมกำเนิดที่มีเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนตัวเดียวเช่นกันกับยาฉีดคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิดจะมีลักษณะเป็นหลอดเล็กๆขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาญ 2 มิลลิเมตร ยาว 3 เซนติเมตร จำนวน 1หลอด ฝังอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขน โดยที่ ยาฝังคุมกำเนิด1 หลอด ออกฤทธิ์คุมกำเนิดได้นาน 3 ปี เพราะกลไกการออกฤทธิ์ของยาฝังจะค่อยๆปลดปล่อยตัวยาฮอร์โมนที่บรรจุอยู่ในหลอดยาออกมาทีละนิดๆทุกวัน

การที่มีเลือดออกกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอดหรือไม่มีประจำเดือนมาเลย ถือว่าเป็นผลข้างเคียงอย่างหนึ่งของยาฉีดและฝังคุมกำเนิดครับ ซึ่งสามารถพบเหตุการณ์เช่นนี้ได้ไม่ใช่ความผิดปกติที่ร้ายแรงแต่อย่างใด สาเหตุก็เพราะผนังโพรงมดลูกแห้งและบางลงมากจนเกินไปภายหลังจากการได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนตัวเดียวเป็นเวลานานๆ ซึ่งถ้าอาการเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอดสีน้ำตาลบ้าง แดงบ้าง นานๆครั้งนั้นไม่ได้ทำให้รำคาญใจก็ไม่จำเป็นต้องรักษาอะไรครับ เพราะเมี่อหยุดใช้ยาฉีดหรือเอายาฝังคุมกำเนิดออก ประจำเดือนก็จะกลับมาเป็นปกติภายใน 3-6 เดือน หรือบางรายนานถึง 1 ปี ก็เป็นได้ครับ

แต่ในกรณีที่มีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอดบ่อยๆต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆจนเกิดความรำคาญใจ แสดงว่าโพรงมดลูกอาจจะแห้งมากเกินไป เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือว่าผนังโพรงมดลูกตอนนี้คล้ายๆกับผิวหนังในฤดูหนาวที่แห้งมาก พอผิวที่แห้งแตกก็อาจมีเลือดออกซิบๆได้ ดังนั้นการแก้ไขง่าย ๆ ก็คือ ต้องสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังด้วยการทาโลชั่น แต่โลชั่นสำหรับผนังโพรงมดลูกก็คือฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือก็คือฮอร์โมนเพศหญิงนั่นเองคับ

ซึ่งฮอร์โมนเพศหญิงที่หาได้ง่ายๆ เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม เช่น dian-35, yasmin , marvelon ซึ่ง 1แผง มี 21 เม็ด ทุกเม็ดมีปริมาณยาเท่ากันครับ รับประทานเม็ดไหนก่อน-หลังก็ได้คับ แต่หากรับประทานตามวันหรือลูกศรที่อยู่บนแผงยาก็จะช่วยทำให้ง่ายต่อการจดจำว่าลืมรับประทานยาหรือไม่ครับ แต่ถ้าเป็นชนิด 28 เม็ด เช่น mercilon แนะนำว่าให้ทิ้ง 7 เม็ดสุดท้ายที่มีสีหรือขนาดเม็ดยาที่ต่างจากเม็ดยา 21 เม็ดไป เพราะเป็นส่วนของเม็ดยาที่ไม่มีฮอร์โมนแต่เป็นเพียงวิตามิน หลังจากนั้นก็สามารถใช้ยาคุมที่เหลือ 21 เม็ดที่เหลือได้เหมือนกันแล้วครับ โดยรับประทานเม็ดไหนก่อน-หลังได้เช่นเดียวกันครับ วันละ 1 เม็ด ก่อนนอน เป็นระยะเวลาสั้นๆประมาณ 10-14 วัน หรือถ้าเลือดออกเยอะอาจรับประทานทานจนหมดแผง 21 เม็ดเลยก็ได้ครับ

เพียงเท่านี้อาการเลือดออกกะปริบกะปรอยก็จะหายไป และถ้ามีอาการเช่นนี้กลับมาอีกก็รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเช่นเดิมแบบนี้เป็นระยะๆคับ ก็จะช่วยลดความรำคาญจากภาวะเลือดออกกะปริบกะปรอยจากการฉีดหรือฝังยาคุมกำเนิดไปได้วิธีหนึ่งครับ

Thursday, April 3, 2014

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่: แท้งบุตรแล้วไม่ขูดมดลูก จะทำให้มดลูกไม่สะอาดหรือเปล่า และเป็นสาเหตุให้ต่อไปมีลูกยากขึ้นมั้ยคะ?



Q : แท้งบุตรแล้วไม่ขูดมดลูก จะทำให้มดลูกไม่สะอาดหรือเปล่า และเป็นสาเหตุให้ต่อไปมีลูกยากขึ้นมั้ยคะ?


A : การแท้งบุตรไม่ว่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือจากการที่แพทย์ชักนำให้เกิดการแท้ง เช่น ทารกในครรภ์เสียชีวิต ภาวะท้องลม ก่อนอื่นคงต้องดูก่อนว่าการแท้งนั้น ชิ้นส่วนของการตั้งครรภ์หรือถุงการตั้งครรภ์นั้นแท้งออกมาหมด ครบสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าตรวจภายในและอัลตร้าซาวน์เช็คดูแล้วว่าแท้งออกมาหมด ครบสมบูรณ์ดีก็ไม่จำเป็นต้องขูดมดลูกซ้ำ เพราะการขูดมดลูกในกรณีแท้งครบสมบูรณ์ไม่ได้ช่วยให้มดลูกสะอาด หรือทำให้มีลูกครั้งต่อไปง่ายขึ้น ตามที่เราๆ เข้าใจกันแต่อย่างใด แต่กลับทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงตามมาเสียมากกว่า เช่น มดลูกติดเชื้อ มดลูกทะลุ รวมถึงอาจเป็นการทำให้เกิดบาดแผลภายในโพรงมดลูกลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ส่งผลทำให้เกิดพังผืดตามมาจนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะไม่มีประจำเดือนเลยภายหลังจากขูดมดลูก บางรายประจำเดือนออกน้อยลงกว่าเดิมชัดเจน หรือมีปัญหาภาวะมีบุตรยากได้ในอนาคตก็เป็นได้

ดังนั้นความเชื่อที่ว่าถ้าแท้งแล้วไม่ได้ขูดมดลูก จะทำให้มดลูกไม่สะอาด ควรได้รับการทำความเข้าใจเสียใหม่ และเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับทราบเพื่อที่จะได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้นคับ

สรุปว่าถ้าเกิดการแท้งเองตามธรรมชาติหรือมีความจำเป็นต้องใช้ยาเหน็บให้แท้งออกมาตามคำแนะนำของแพทย์ ถ้าหากเป็นการแท้งออกมาหมดครบสมบูรณ์ก็ไม่จำเป็นต้องขูดมดลูกครับ คือจะพยายามหลีกเลี่ยงการขูดมดลูกโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนไข้ยังมีความต้องการที่จะมีบุตร แพทย์ที่ดูแลจะให้ความสำคัญกับประเด็นการขูดมดลูกมาก ถ้าเลี่ยงได้หรือไม่มีความจำเป็นก็จะไม่ขูดเลยครับ

แต่หากจำเป็นต้องขูดมดลูกขึ้นมาจริงๆ เช่น แท้งออกมาไม่ครบ ก็อย่าได้วิตกกังวลมากจนเกินไปเพราะด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น จึงมีการผลิตเครื่องมือขูดมดลูกแบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดพลาสติกเล็กๆหลากหลายขนาดต่อเข้ากับกระบอกสุญญากาศ เพื่อเป็นการทดแทนการขูดมดลูกโดยใช้เหล็กแหลม ที่ใช้กันมาในอดีต เรียกเครื่องมือขูดมดลูกชนิดใหม่นี้ว่า เครื่องดูดมดลูกมือถือ ซึ่งสามารถหาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความเรื่อง"เครื่องดูดมดลูกมือถือ" โฉมใหม่ขูดมดลูก ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

Tuesday, April 1, 2014

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่: แท้งบุตรแล้วไม่ขูดมดลูก จะทำให้มดลูกไม่สะอาดหรือเปล่า และเป็นสาเหตุให้ต่อไปมีลูกยากขึ้นมั้ยคะ?



Q : แท้งบุตรแล้วไม่ขูดมดลูก จะทำให้มดลูกไม่สะอาดหรือเปล่า และเป็นสาเหตุให้ต่อไปมีลูกยากขึ้นมั้ยคะ?

A : การแท้งบุตรไม่ว่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือจากการที่แพทย์ชักนำให้เกิดการแท้ง เช่น ทารกในครรภ์เสียชีวิต ภาวะท้องลม ก่อนอื่นคงต้องดูก่อนว่าการแท้งนั้น ชิ้นส่วนของการตั้งครรภ์หรือถุงการตั้งครรภ์นั้นแท้งออกมาหมด ครบสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าตรวจภายในและอัลตร้าซาวน์เช็คดูแล้วว่าแท้งออกมาหมด ครบสมบูรณ์ดีก็ไม่จำเป็นต้องขูดมดลูกซ้ำ เพราะการขูดมดลูกในกรณีแท้งครบสมบูรณ์ไม่ได้ช่วยให้มดลูกสะอาด หรือทำให้มีลูกครั้งต่อไปง่ายขึ้น ตามที่เราๆ เข้าใจกันแต่อย่างใด แต่กลับทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงตามมาเสียมากกว่า เช่น มดลูกติดเชื้อ มดลูกทะลุ รวมถึงอาจเป็นการทำให้เกิดบาดแผลภายในโพรงมดลูกลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ส่งผลทำให้เกิดพังผืดตามมาจนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะไม่มีประจำเดือนเลยภายหลังจากขูดมดลูก บางรายประจำเดือนออกน้อยลงกว่าเดิมชัดเจน หรือมีปัญหาภาวะมีบุตรยากได้ในอนาคตก็เป็นได้

Monday, March 31, 2014

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่ : หลังจากแท้งต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะมีเพศสัมพันธ์ได้ ?



Q : หลังจากแท้งต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะมีเพศสัมพันธ์ได้ ?

A: หลังขูดมดลูก 2 สัปดาห์ ถ้าไม่มีอาการผิดปกติใดๆ สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้คับ แต่ต้องคุมกำเนิดอย่างน้อย 2 เดือน ป้องกันปัญหาตั้งครรภ์เกิดขึ้นในขณะที่มดลูกยังไม่สมบูรณ์ และอาจเกิดการแท้งซ้ำได้ เพราะหลังแท้งบุตร จะสามารถเกิดการตกไข่ได้เร็วที่สุดภายใน 2 สัปดาห์ ดังนั้นสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้แต่ควรดูแลความสะอาดเป็นพิเศษครับ

Thursday, March 27, 2014

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่ : ประจำเดือนไม่มาระหว่างให้ช่วงนมลูก



Q : คลอดลูกมาเป็นปีแล้วประจำเดือนยังไม่มาเลยค่ะ ดิชั้นให้นมลูกนะคะ ประจำเดือนเลยมาช้าหรือเปล่าคะและประจำเดือนยังไม่มาแล้วจะมีโอกาสตั้งครรภ์ลูกอีกคนมั้ยคะ

Wednesday, March 26, 2014

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่ : ใช้ยาคุมเพื่อรักษาสิว ถ้าใช้ติดต่อกันนานมีผลอะไรบ้าง



Q : ทานยาคุมเพื่อหวังผลในเรื่องของสิว ถ้าทานนานๆหลายปีหรือทานตลอดไปมีอันตรายอะไรมั้ยคะ เพราะเวลาหยุดทานประมาณสองสามเดือน สิวก็กลับมาหาหมอรักษาหน้าก็ไม่หายขาด

A : แสดงว่าสาเหตุของปัญหาสิวน่าจะเกิดจากฮอร์โมนเพศในร่างกายผิดปกติครับคืออาจมีภาวะฮอร์โมนเพศชาย (Androgen) สูงเกินไปดังนั้น การรับประทานยาคุมกำเนิดถ้าเลือกชนิดที่มีผลลดการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชายร่วมด้วย ก็มีส่วนช่วยทำให้ปัญหาสิวดีขึ้นได้ครับ


ส่วนระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการรับประทานยาคุมกำเนิด ส่วนใหญ่แล้วขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการใช้ยาคับ กรณีที่ใช้เพื่อคุมกำเนิด สามารถใช้ต่อเนื่องกันได้นาน 5-10 ปี โดยต้องหมั่นไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นระยะด้วยนะคับ


กรณีใช้เพื่อความสวยงาม ต้องขอบอกว่าปกติแล้วช่วงวัยที่พบว่ามีความแปรปรวนของฮอร์โมนได้บ่อยคือช่วงวัยรุ่น-30 ปี ดังนั้นถ้าจะใช้ยาคุมเพื่อความสวยงามในวัยที่มากกว่านี้ ประโยชน์อาจไม่ได้มีมากนัก ถ้าเป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่อ้วน ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง โอกาสเกิดผลข้างเคียงระยะยาวเช่น หลอดเลือดอุดตัน มะเร็งเต้านม ก็มีน้อยคับ ถ้าอายุ เกิน 35-40 ปีก็ไม่ค่อยแนะนำให้ใช้ยาคุมครับ แนะนำว่าถ้าจะใช้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์จะดีที่สุด





นพ.ปัญญา ศักดิ์สง่าวงษ์
สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

Tuesday, March 25, 2014

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่ : กินยาคุมนานๆเมื่อหยุดกินมีผลต่อการตั้งท้องหรือไม่



Q : กินยาคุมมาปีกว่าๆแล้ว เพราะไม่อยากท้องก่อนแต่ง อยากทราบว่าถ้ากินไปนานๆ  อีกหน่อยจะมีผลต่อการตั้งท้องมั๊ยคะ เพราะอีกหน่อยก็ตั้งใจจะมีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อมค่ะ เด็กจะอันตรายหรือเปล่า ห้ามกินนานเกินเท่าไหร่คะ

Monday, March 17, 2014

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่ : อาการประจำเดือนมาไม่หยุด

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่



Q : คุณหมอค่ะคุณแม่หนูเมื่อก่อนหน้านี้มีอาการประจำเดือนมาไม่หยุด (ปกติมามากอยู่แล้ว) แต่มามากเป็นสิบวัน ท่านเลยตัดสินใจไปหาหมอค่ะ หมอบอกว่ามดลูกบวมเลยให้ยาฉีดให้ครบหกเดือน ตอนนี้แม่หนูฉีดมาแล้วสองเข็ม หลังจากฉีดครบเห็นแม่บอกว่าคุณหมอจะดูอาการ หนูอยากทราบว่าอาการอย่างนี้เสี่ยงต่อโรคภายในผู้หญิงไปมั้ยค่ะ

A : โดยปกติแล้วคุณผู้หญิงที่ประจำเดือนมามากหรือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยเฉพาะอายุมากกว่า 45 ปี แนะนำว่าอาจต้องได้รับการเก็บชิ้นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาตรวจเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกซ่อนเร้นอยู่ แต่ในบางรายที่เพิ่งมีอาการครั้งแรก แพทย์อาจจะตรวจภายในร่วมกับทำอัลตร้าซาวน์ช่องท้องส่วนล่างดูก่อนว่ามีโรคอะไรที่อาจเป็นสาเหตุอยู่มั้ย ซึ่งโรคที่เจอได้บ่อยๆ คือ เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกคับ

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่ : ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ



Q&A กับ Dr.เช้าตรู่ : ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

Q : ตั้งแต่เริ่มเป็นประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอเลยคะ เคยอัลตราซาวน์รังไข่แล้วปกติคะ เลยใช้ยาคุมมา 6 เดือน ช่วงที่ใช้ยาคุม ประจำเดือนก็มาปกตินะคะ แต่พอหยุดก็จะมาปกติแค่ 2 เดือน หลังจากนนั้นก้อหายไปอีกซัก 3-4 เดือน เดือนที่ 5 ประจำเดือนมาก้อมาประมาณ 3-4 วัน ใช้ผ้าอนามัยวันละ 3 ผืน ลองใช้ยาคุมแบบนี้มาหลายรอบแล้ว ควรจะใช้ตลอดไปเลยมั้ยคะ

A : ก่อนอื่นต้องขอสันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจมีปัญหาการตกไข่ที่ไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่เป็นรอบ มาไม่แน่นอนคับ

ภาวะตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่ตกไข่เรื้อรัง ส่งผลทำให้ระดับฮอร์โมนเพศในร่างกายระหว่างฮอร์โมนเพศชาย (androgen) และฮอร์โมนเพศหญิง (estrogen) ไม่สมดุลกัน ซึ่งโรคที่พบบ่อยคือ โรค PCOS (polycystic ovarian syndrome) เป็นโรคที่รังไข่ไม่สามารถเกิดการตกไข่ได้สม่ำเสมอ เมื่อตรวจวินิจฉัยโดยอัลตร้าซาวน์รังไข่จะพบรังไข่ที่มีลักษณะมีฟองไข่ใบเล็กๆสะสมอยู่หลายใบ ผู้หญิงกลุ่มนี้จึงมักผลข้างเคียงจากภาวะฮอร์โมนเพศชายเด่น เช่น สิว หน้ามัน ขนเยอะ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ไม่ค่อยเป็นประจำเดือน

Saturday, March 15, 2014

Q&A กับ Dr.เช้าตรู่ : กวาวเครือขาว



เมื่อวานมีคนถามเรื่องเกี่ยวกับ #กวาวเครือขาว ใน #Pantip หลังจากตอบไปแล้วเลยอยากมาแบ่งปันให้ได้ทราบข้อมูลกัน


คำถาม : คุณหมอคะ รบกวนขอความรู้เกี่ยวกับกวาวเครือขาว ด้วยได้ไม๊คะ ทานต่อเนื่องนานๆ แล้วจะส่งผลต่อร่างกายยังไงบ้าง เพราะเคยอ่านงานวิจัยว่า ไม่ส่งผลต่อมะเร็ง รบกวนขอความรู้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ


ตอบ : กวาวเครือ เป็นสมุนไพรที่มีสารคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง โดยปกติแล้วฮอร์โมนจากพืชจะมีฤทธิ์อ่อนมากเมื่อเทียบกับยาฮอร์โมนที่เราใช้กันทั่วไป เช่น ฮอร์โมนในยาคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยทอง แต่แม้ว่าจะเป็นฮอร์โมนจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์อ่อนๆ ฟังดูเหมือนว่าน่าจะปลอดภัย แต่ด้วยวิธีการผลิตและสกัดเป็นยาสมุนไพร มีข้อจำกัดคือปริมาณฮอร์โมนที่สกัดจากกวาวเครือที่มีในยาสตรีมันมีค่าไม่แน่นอนเหมือนยาแผนปัจจุบันที่ระบุหน่วยวัดชัดเจน เช่น มิลลิกรัมดังนั้นการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนก็อาจจะไม่คงที่หรือไม่เท่ากันในแต่ละขวด อาจมากบ้างน้อยบ้างไม่คงที่ อีกอย่างได้ชื่อว่าฮอร์โมนถ้าจะใช้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพราะแม้ว่าจะออกฤทธิ์ไม่รุนแรง แต่หากใช้ติดต่อกันเปนระยะเวลานานๆ อาจเกิดการสะสม และกระตุ้นให้บางโรคอย่างเช่น เนื้องอกมดลูกหรือมะเร็งเต้านม ทำให้โรคกำเริบขึ้นได้ ส่วนที่บอกว่าใช้แล้วปลอดภัย ไม่เป็นมะเร็ง ต้องขอตอบว่าไม่ถูกต้องเสมอไปคับ เพราะการเกิดมะเร็งนั้นมีหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธ์ อายุ สิ่งแวดล้อม ดังนั้นแม้ว่าจะใช้กวาวเครือหรือไม่ ก็อาจเป็นมะเร็งได้อยู่ดี อีกทั้งหากเปนมะเร็งระยะแรกๆที่ยังไม่แสดงอาการ การใช้ยาสมุนไพรแม้ว่าฤทธิ์จะอ่อนแต่ก็สามารถกระตุ้นให้มะเร็งลุกลามได้คับ ดังนั้นยาทุกชนิดมีข้อดีและข้อเสีย ถ้าจะใช้ต้องหมั่นติดตามอาการและเฝ้าระวังผลข้างเคียงอยู่เสมอครับ



หวังว่าจะมีประโยชน์กับหลายๆคนนะครับ ^^